04/10/2026 18:33
ในการประชุม เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา ผมได้อภิปรายและตั้งคำถามต่อฝ่ายบริหารใน 2 ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ทั้งเรื่องความพร้อมของรถบรรทุกน้ำสำหรับฟื้นฟูเมืองหลังน้ำลด และระบบแจ้งเตือนภัย Cell Broadcast ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมติดตามและผลักดันมาตั้งแต่ปี 2566
1. รถบรรทุกน้ำลดลงเกือบ 40% กทม. จะวางแผนบริหารจัดการภารกิจเมืองอย่างไร?
ในการประชุมครั้งนี้ สภาฯ มีมติไม่เห็นชอบการกันเงินงบประมาณเหลื่อมปีของโครงการเช่ารถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์พลังงานไฟฟ้า (EV) จำนวน 145 คัน ของสำนักสิ่งแวดล้อม ทำให้โครงการไม่สามารถเดินหน้าตามแผนเดิมได้
จากข้อมูลที่สำนักสิ่งแวดล้อมชี้แจง กทม. มีรถบรรทุกน้ำทั้งหมด 364 คัน แต่รถเช่าจำนวน 145 คันได้สิ้นสุดสัญญาเมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา ทำให้เหลือรถตามบัญชี 219 คัน หรือประมาณ 60% ของจำนวนเดิม
รถบรรทุกน้ำเหล่านี้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงรดน้ำต้นไม้หรือดูแลสวนสาธารณะเท่านั้น แต่ยังใช้ล้างถนน ฉีดล้างคราบโคลน ทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ รวมถึงสนับสนุนภารกิจฟื้นฟูเมืองหลังน้ำท่วมด้วย
ผมเห็นความสำคัญของการตรวจสอบโครงการ ทั้งเรื่อง TOR การทดสอบสมรรถนะรถ ความพร้อมของสถานีชาร์จ และความคุ้มค่าของงบประมาณ โดยเฉพาะโครงการที่มีระยะเวลาผูกพันถึง 9 ปี ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
แต่สิ่งที่ผมตั้งคำถามต่อฝ่ายบริหารคือ แล้วระหว่างที่ยังไม่มีรถทดแทน กทม. จะบริหารจัดการอย่างไร?
เพราะขณะนี้กรุงเทพมหานครเพิ่งผ่านวิกฤตน้ำท่วม หลายพื้นที่กำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นฟู ทำความสะอาดถนนและพื้นที่สาธารณะ หากต้องหมุนเวียนรถจากเขตที่ไม่ได้รับผลกระทบไปช่วยเหลือเขตที่ประสบภัย ก็อาจกระทบต่อภารกิจประจำของเขตต้นทางเช่นกัน
ฝ่ายบริหารชี้แจงว่า ระหว่างนี้จะบริหารจัดการรถบรรทุกน้ำที่มีอยู่ไปก่อน และสำนักสิ่งแวดล้อมจะดำเนินการขอจัดสรรงบประมาณใหม่ในปีงบประมาณ 2570 เพื่อจัดหารถทดแทน
นั่นสะท้อนให้เห็นว่า กทม. ยังมีความจำเป็นต้องจัดหารถเพิ่มเติม เพราะการใช้รถที่เหลือเพียงประมาณ 60% รองรับภารกิจทั้งหมดตลอดทั้งปี ย่อมเป็นข้อจำกัดสำคัญในการบริหารจัดการ
สิ่งที่ผมกังวลจึงไม่ใช่เพียงเรื่องงบประมาณ แต่เป็นช่วงเวลาระหว่างรอจัดสรรงบประมาณใหม่และดำเนินการจัดหารถทดแทน ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใด
ผมจึงอยากเห็นแผนรองรับที่ชัดเจน ทั้งการจัดสรร รถระหว่างเขต การจัดลำดับภารกิจเร่งด่วน และกรอบเวลาจัดหารถทดแทน เพื่อให้การดูแลเมืองและการให้บริการประชาชนทั้ง 50 เขตดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง
2. Cell Broadcast เมื่อรู้ว่ามีความเสี่ยง ใครมีอำนาจกดส่งข้อความเตือนประชาชน?
อีกประเด็นที่ผมอภิปรายคือระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน Cell Broadcast โดยตั้งคำถามต่อฝ่ายบริหารว่า เมื่อ กทม. ประเมินสถานการณ์แล้วว่ามีความเสี่ยงถึงระดับที่จำเป็นต้องแจ้งเตือนประชาชน ใครเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้ายก่อนส่งข้อความ?
และ กทม. กับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สามารถกำหนดหลักเกณฑ์ร่วมกันล่วงหน้าได้หรือไม่ เช่น เมื่อระดับน้ำหรือระดับความเสี่ยงถึงเกณฑ์ที่กำหนด จะสามารถดำเนินการแจ้งเตือนได้ทันทีตามขั้นตอนที่ตกลงร่วมกัน โดยไม่ต้องเสียเวลาประสานงานหลายขั้นตอนในช่วงวิกฤต
รองผู้ว่าฯ ทวิดา กมลเวชช ชี้แจงว่า ปัจจุบัน กทม. เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจเรื่องการแจ้งเตือน แต่ที่ผ่านมาในขั้นตอนการส่งข้อความผ่าน Cell Broadcast ต้องประสานให้ ปภ. เป็นผู้ดำเนินการส่ง
ขณะนี้ กทม. จึงอยู่ระหว่างหารือกับ ปภ. เพื่อให้สามารถส่งข้อความแจ้งเตือนได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มความรวดเร็วในการสื่อสารกับประชาชน
เรื่องนี้ผมเคยเสนอญัตติให้กรุงเทพมหานครจัดทำระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน หรือ Emergency Alert System (EAS) ต่อสภากรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2566 ซึ่งในครั้งนั้นสภาฯ มีมติเห็นชอบและส่งเรื่องให้ฝ่ายบริหารดำเนินการ
เกือบ 3 ปีผ่านไป วันนี้เราเริ่มเห็นการนำเทคโนโลยี Cell Broadcast มาใช้ในการสื่อสารกับประชาชนแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่ต้องพัฒนาต่อคือขั้นตอนการตัดสินใจและการประสานงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจริง
เพราะระบบแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพียงการส่งข้อความให้ถึงโทรศัพท์มือถือ แต่ต้องส่งให้ทันเวลา ระบุพื้นที่เสี่ยงอย่างชัดเจน และทำให้ประชาชนรู้ว่าควรเตรียมตัวหรือปฏิบัติอย่างไร
ก่อนเกิดเหตุ ประชาชนต้องได้รับข้อมูลและการแจ้งเตือนที่รวดเร็ว เพื่อให้มีเวลาเตรียมพร้อมรับมือ ส่วนหลังเกิดเหตุ กทม. ก็ต้องมีบุคลากร เครื่องมือ และทรัพยากรเพียงพอที่จะช่วยเหลือประชาชนและฟื้นฟูเมืองให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
ผมจะติดตามความคืบหน้าทั้งสองเรื่องต่อไป ทั้งแผนจัดหารถบรรทุกน้ำทดแทนและการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัย Cell Broadcast ครับ🙏🏻