12/08/2026 19:00
วันนี้มีหลายรายการที่น่าสนใจ ตั้งแต่ การบังคับใช้กฎหมายจราจร ระบบตรวจจับผู้กระทำผิด การบริหารจัดการจราจรด้วยข้อมูล ระบบ CCTV และ Fiber Optic ไปจนถึงการจ้างทีมผู้เชี่ยวชาญเพื่อสนับสนุนงานของสำนักฯ
👮♂️ 30.49 ล้านบาท สนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายจราจร
หนึ่งในรายการที่พิจารณาวันนี้ คือ เงินอุดหนุนกองบังคับการตำรวจจราจร 30,497,600 บาท เพื่อสนับสนุนการจัดเก็บค่าปรับจราจรให้กับกรุงเทพมหานคร
ภายในวงเงินนี้มีทั้งค่าจ้างลูกจ้างชั่วคราว 68 อัตรา 7.43 ล้านบาท เงินเพิ่มการครองชีพ เงินสมทบประกันสังคม ค่าอาหารทำการนอกเวลา ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง 5 ล้านบาท และ ค่าจัดหาซองหน้าต่างและจัดส่งหมายเรียกจากระบบกล้องตรวจจับผู้ฝ่าฝืนกฎจราจร 4.8 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมี ค่าเช่าเครื่องพิมพ์หมายเรียก 1.55 ล้านบาท และค่าแบบพิมพ์ใบสั่ง 2.04 ล้านบาท รวมถึงโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบตรวจจับรถฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง และรถที่ฝ่าฝืนเปลี่ยนช่องเดินรถในเขตห้าม
เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่ กทม. มีรายได้ส่วนหนึ่งกลับมาจากค่าปรับจราจร ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็ต้องใช้งบประมาณสนับสนุนกระบวนการจัดเก็บและบังคับใช้กฎหมาย
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องดูจึงไม่ใช่เพียงว่า “เก็บค่าปรับได้เท่าไร” แต่ต้องมองทั้งระบบว่า กทม. ใช้งบเพื่อจัดเก็บเท่าไร ได้รับเงินกลับมาเท่าไร มีประสิทธิภาพแค่ไหน และที่สำคัญที่สุด การบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้ช่วยลดพฤติกรรมเสี่ยงและอุบัติเหตุบนถนนได้จริงหรือไม่
📊 24 ล้านบาท กับทีม In-house ของสำนักการจราจรและขนส่ง
อีกโครงการที่ใช้เวลาพิจารณาพอสมควร คือ โครงการจ้างที่ปรึกษาประจำสำนักการจราจรและขนส่ง (In-house) วงเงิน 24 ล้านบาท ระยะเวลา 12 เดือน
งานของทีมนี้ครอบคลุมตั้งแต่การสำรวจและวิเคราะห์ปัญหาจราจร การสำรวจปริมาณรถ การออกแบบ Traffic Signal Plans การวิเคราะห์จุดติดขัด (Friction Spot) การคาดการณ์สภาพจราจร การประเมินผลกระทบของโครงการ รวมถึงงานด้านวิศวกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ กฎหมาย และการวิเคราะห์ข้อมูล
จากการสอบถาม หน่วยงานชี้แจงว่า ทีม In-house สามารถผลิตชิ้นงานสนับสนุน กทม. ได้ประมาณ 100-140 งานต่อปี
ตัวเลขนี้จึงต้องถามต่อว่า 100-140 งานนั้นคืออะไรบ้าง? นำไปใช้จริงกี่งาน? งานแต่ละประเภทมีความซับซ้อนและมูลค่าเท่าไร? และหาก กทม. ต้องแยกจ้างบริษัทที่ปรึกษาภายนอก จะต้องใช้งบประมาณเท่าไร?
เพราะหากเหตุผลสำคัญของการมีทีม In-house คือการลดต้นทุนและทำให้สำนักฯ ทำงานได้รวดเร็วขึ้น เราก็ควรสามารถพิสูจน์ความคุ้มค่านั้นออกมาเป็นตัวเลขได้
ยิ่งเมื่อดูงบย้อนหลัง โครงการลักษณะนี้ได้รับงบประมาณ ปี 2568 จำนวน 24 ล้านบาท ปี 2569 จำนวน 36 ล้านบาท และปี 2570 เสนอ 24 ล้านบาท ผลงานย้อนหลังจึงเป็นข้อมูลสำคัญในการตอบว่าเงินที่ลงทุนไปสร้างประโยชน์กลับมาให้ กทม. มากน้อยเพียงใด
📹 CCTV - Fiber Optic ระบบจราจร ต้องมองเป็นระบบเดียวกัน
วันนี้ยังพิจารณารายการเกี่ยวกับ กล้อง CCTV โครงข่าย Fiber Optic และระบบเทคโนโลยีสำหรับบริหารจัดการจราจร ซึ่งหลายระบบเชื่อมโยงกัน
ประเด็นสำคัญของงบประเภทนี้คือ เราไม่สามารถดูเฉพาะราคาตอนจัดซื้อหรือติดตั้งได้ เพราะหลังจากติดตั้งแล้วยังมี ค่าบำรุงรักษา ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย ค่าซ่อมแซม และค่าใช้จ่ายต่อเนื่องในแต่ละปี
จึงต้องย้อนกลับมาดูว่า ของเดิมที่ กทม. มีอยู่ มีจำนวนเท่าไร ใช้งานได้จริงกี่เปอร์เซ็นต์ ระบบต่างๆ เชื่อมโยงข้อมูลกันได้หรือไม่ และงบที่จ่ายซ้ำทุกปีสัมพันธ์กับประสิทธิภาพของระบบอย่างไร
และต้องถามต่อว่า
“ของเดิมเรามีเท่าไร?”
“ปีที่แล้วจ่ายไปเท่าไร?”
“ปีนี้ทำไมต้องขอเพิ่ม?”
“ผลงานที่ผ่านมาเป็นอย่างไร?”
“มีส่วนไหนซ้ำซ้อนหรือไม่?”
และสุดท้าย “ประชาชนได้อะไรจากเงินก้อนนี้?”
ยังมีรายละเอียดอีกหลายรายการที่ต้องไล่พิจารณากันต่อในวันพรุ่งนี้ครับ🙏
#งบประมาณกทม2570 #สำนักการจราจรและขนส่ง #สภากรุงเทพมหานคร #บางรักทักวิพุธ #คนทำงาน